You are here: Home Beauty Tips Blog ไฟโตนิวเทรียนท์ อินทรียสารจากพืช "วิตามินแห่งอนาคต"
ไฟโตนิวเทรียนท์ อินทรียสารจากพืช "วิตามินแห่งอนาคต"

ไฟโตนิวเทรียนท์ ศัพท์ใหม่ ที่เริ่มคุ้นหูกันมากขึ้น....แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้หรอกว่ามันหมายถึงอะไร...?

ไฟโตนิวเทรียนท์ หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Phytochemicals หรือ Phytonutrients ภาษาไทยเรียกง่ายๆ จำง่ายๆ ว่า "อินทรียสารจากพืช" เป็นสารประกอบตามธรรมชาติที่พืชสร้างขึ้น จัดเป็นสารประกอบตามธรรมชาติที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสังเคราะห์เองได้  ต้องได้รับจากพืชอาหารเท่านั้น  แต่ไม่ใช่ทั้งเกลือแร่และวิตามิน สารกลุ่มนี้อาจทำให้พืชผักมีสี กลิ่น รส ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว ยกตัวอย่างเช่น สารแคโรทีนที่พบในแครอท ไลโคปีนที่พบในมะเขือเทศ และสารคะเตชินที่พบในชาเขียว เป็นต้น


อินทรียสารจากพืชเหล่านี้ ช่วยป้องกันโรคสำัคัญคือ โรคมะเร็ง กลไกการทำงานของอินทรียสารจากพืช ช่วยให้เอนไซม์บางกลุ่มทำงานได้ดีขึ้น เอนไซม์บางชนิดทำหน้าที่ทำลายสารก่อมะเร็งที่เข้าสู่ร่างกาย มีผลทำให้สารก่อมะเร็งหมดฤทธิ์  ซึ่งสารต่างๆ ที่พบเหล่านี้มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

 

ประโยชน์ของอินทรียสารจากพืชหรือไฟโตนิวเทรียนท์

* ลดการสร้างอนุมูลอิสระ ลดอันตรายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

* ลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดีเอ็นเอ เป็นกลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่ทำให้ลดการเกิดมะเร็งได้

* เพิ่มภูมิต้านทานโรคควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน

* ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ ควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน

* ต่อต้านการอักเสบ

* ช่วยกำจัดสารพิษ

* ช่วยให้ร่างกายทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อินทรียสารจากพืชกำจัดอนุมูลอิสระได้อย่างไร?

อนุมูลอิสระคือโมเลกุลของธาตุที่ไม่มั่นคงเนื่องจากขาดอิเล็คตรอนไป 1 ตัว อธิบายง่ายๆ ว่าอนุมูลอิสระ คือโมเลกุลที่เป็นสารพิษ ที่เป็นพิษต่อทุกเซลล์ในร่างกายถ้ามีมากจนเกินไป แต่ถ้ามีในปริมาณที่พอเหมาะ ร่างกายของเราจะมีกลไกในการกำจัดมันด้วยตัวเอง แต่เมื่อไหร่ที่มากเกินไปมันจะสามารถไปจับที่ดีเอ็นเอหรือสารในพันธุกรรม (DNA) ของเราก็แปรเป็นสารอื่นๆ ต่อไป ซึ่งจะมีผลต่อกระบวนการทำงานของร่างกาย  เช่น อนุมูลอิสระในร่างกายมีมากจนทำตัวเป็นสารก่อมะเร็ง จะทำให้ดีเอ็นเอผิดปกติ ก็จะทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ตามมา เช่น ในระยะแรกอาจเกิดเป็นเรื่องของการอักเสบของเนื้อเยื่อ  แต่ถ้าในระยะยาวก็จะเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคต้อกระจก โรคขาดภูมิคุ้มกัน และที่สำคัญจะทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้

 

เพราะฉะนั้นประโยชน์ของอินทรียสารจากพืชหรือไฟโตนิวเทรียนท์คือ การที่มันจะไปต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดการกำจัดอนุมูลอิสระขึ้น ก็จะไม่ทำให้เกิดการอักเสบจนกระทั่งเกิดโรค  สำหรับฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน อินทรียสารจากพืชจะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้เราได้คือ ตัวอินทรียสารจากพืชจะไปกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้แข็งแรง ให้ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น สามารถลดการหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบต่างๆ ในร่างกาย เรียกสารที่หลั่งจากเซลล์ในร่างกายแล้วก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นว่า กลุ่มไซโตคาย  ตัวอินทรียสารก็จะไปลดสารไซโตคายเหล่านี้ ก็จะทำให้ลดกระบวนการอักเสบได้   นอกจากนี้ก็ยังกระตุ้นการสร้างสารแอนติบอดี้เพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม  หมายถึงว่า ครั้งที่หนึ่งเรายังไม่เคยได้รับเชื้อโรคเลยและพอมีเชื้อโรคเข้าไป ร่างกายกำจัดเรียบร้อย พอได้รับเชื้อโรคอีกเป็นครั้งที่ 2  จากครั้งแรกร่างกายจะจดจำได้  ร่างกายก็จะสร้างสารแอนติบอดี้เอาไว้ พอมีเชื้อโรคครั้งที่ 2 เข้าไปสารตัวนี้ก็จะสามารถทำลายเชื้อโรคได้เหมือนการฉีดวัคซีน


หากจะกล่าวว่า สารอาหารจากธรรมชาติ เป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพก็คงไม่ผิดนัก แนวทางธรรมชาติบำบัดหรือสารอาหารบำบัดจึงเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพของเรา

ธรรมชาติบำบัดคือ การใช้วิธีธรรมชาติที่ไม่มีพิษภัยเพื่อช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น การใช้สารอาหารบำบัดจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิธีธรรมชาติบำบัดที่ดีวิธีหนึ่ง

การใช้สารอาหารบำบัดคือ การใช้อาหารที่ดีมีประโยชน์และใช้คุณค่าที่มีในอาหารนั้นๆ ในรูปของอินทรียสารมารักษาสุขภาพของเรา

 

จากรายงานต่างประเทศระบุว่าการรับประทานผักและผลไม้มากกว่า 5 หน่วยบริโภคต่อวัน จะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 50 เปอร์เซ็นต์

ไฟโตนิวเทรียนท์จากผักและผลไม้ถือเป็นแหล่งสำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ปัจจุบันจึงมีการสนับสนุนให้ทานผักและผลไม้มากขึ้น  ในผู้ที่ไม่สามารถจะทานผักและผลไม้ได้หรือทานได้น้อย  ปัจจุบันก็มีอาหารสุขภาพที่สกัดสารสำคัญจากผักและผลไม้ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภค

ปัจจุบันพบว่าอินทรียสารจากพืชหรือไฟโตนิวเทรียนท์มีในพืชผักผลไม้มากกว่า 15,000 ชนิด

แครอท (carrot) มีเบต้าเเคโรทีนในปริมาณสูง แครอทช่วยเสริมสร้างการมองเห็นและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ

มะเขือเทศ (tomato) สารไฟโตนิวเทรียนท์หลักจะพบในมะเขือเทศ เป็นที่รู้กันว่า ไลโคปีนเป็นสารต่อต้านมะเร็งและช่วยเสริมสร้างหัวใจให้เเข็งแรง

บล็อคโคลี่ (broccoli) มีสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่เรียกว่า ซัลฟอร์ราเพนสูง บล็อคโคลี่สามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดและช่วยขับสารพิษออกจากไต

ชาเขียว (green tea) มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟีนอลสูง ซึ่งเรียกว่า คาเตชิน ชาเขียวช่วยให้เซลล์ร่างกายแข็งแรงและช่วยป้องกันโรคร้ายและมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยในกระบวนการลดน้ำหนักโดยการช่วยเผาผลาญไขมันได้เร็วขึ้น

ผักชีฝรั่ง (parsley) สมุนไพรที่ใช้ในการประกอบอาหารชนิดนี้ใช้ในการเสริมสร้างระบบย่อยอาหาร ผักชีฝรั่งประกอบด้วย คัวซินติน ซึ่งเป็นสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่ช่วยรักษาภาวะการเกิดแผลในระบบย่อยอาหาร

ตำลึง (ivy gourd) ตำลึงอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สูง เช่น สารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน วิตามินซีและอื่นๆ นอกจากนี้จากการค้นคว้าของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ตำลึงมีเส้นใยอาหารที่สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย  สำหรับตำรายาแผนโบราณ ตำลึงถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้อักเสบ แมลงมีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน เจ็บตา ตาแดงและตาแฉะ แก้โรคผิวหนัง และลดน้ำตาลในเลือด

หัวหอม (onion) มีสารกลุ่มฟีโนลิค (ฟลาโวนอยด์) และแอลิลซัสไฟด์ (กำมะถัน) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิต้านทานการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอล และลดการสลายของกระดูก ทำให้กระดูกเสื่อมช้าลง

ผักขม (spinach) เป็นพืชที่มีธาตุเหล็กสูง ผักขมช่วยในการรักษาระดับธาตุเหล็กในเลือด รวมทั้งระดับพลังงานภายในร่างกายในอยู่ในระดับปกติ

ผักบีท (beet) มีส่วนประกอบที่เรียกว่า บีเทน ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบีทช่วยดำรงไว้ซึ่งสุขภาพตับที่ดี โดยการกำจัดไขมันออกจากตับ

แตงกวา (cucumber) แก้ท้องเสีย แก้บิด แก้บวมอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้หนองใน แก้ไข้ตัวร้อน แก้กระหายน้ำ แก้คอเจ็บ แก้นิ่ว แก้ผดผื่นคัน แก้ขัดเบา ทำให้ผิวชุ่มชื้น แก้สิว

หอมแดง (shallot) ขับลม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ขับประจำเดือน แก้ไข้ แก้หวัด ช่วยย่อยอาหาร เจริญอาหาร

พริก (red/green chili) แก้บิด กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้เจริญอาหาร ลดอาการอักเสบ ละลายลิ่มเลือด ป้องกันมะเร็งลำไส้

กระหล่ำดอก (cauliflower) กะหล่ำดอกอยู่ในสกุลเดียวกันกับบล็อคโคลี่และกะหล่ำปลีและมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็งเช่นเดียวกับบล็อคโคลี่  กะหล่ำดอกมีสารซัลฟอร์ราเพนและไอโซธิโอไซอาเนท ซึ่งสารไฟโตนิวเทรียนท์ทั้งสองประเภทนี้มีประสิทธิภาพในการปกป้องเซลล์ของตัวมันเอง

ผักบุ้ง (water spinach) ผักบุ้งขาวหรือผักบุ้งจีน ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นยาถอนพิษ บำรุงธาตุ สรรพคุณของผักบุ้งโดยเฉพาะผักบุ้งไฟแดง คนที่ชอบเป็นตาต้อ ตาแดงหรือคันนัยน์ตาบ่อยๆ ตลอดจนมีอาการตาฝ้าฟาง จำพวกคนสายตาสั้นจะทำให้สายตาแจ่มใส บำรุงสายตา

คะน้า (kale) มีวิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัสและเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา และผิวพรรณ รวมถึงช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

กะหล่ำปลี (cabbage) เป็นแหล่งสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่เรียกว่า แอนโตไซอานินส์ กะหล่ำปลีจะเสริมสร้างระบบการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการลดอาการเจ็บของแผลผุผองอีกด้วย

หน่อไม้ฝรั่ง (asparagus) อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง


แม้ว่าอินทรียสารจากพืชยังไม่ได้รับการจัดให้เป็นสารอาหารอย่างเป็นทางการ แต่สรรพคุณในการป้องกันและต่อต้านโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังหลายชนิด ทำให้เชื่อว่าอินทรียสารจากพืชน่าจะเป็น "วิตามินชนิดใหม่แห่งศตวรรษที่ 11" ได้ แม้ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์จะมีความก้าวหน้าไปมาก แต่การแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บหรือปัญหาสุขภาพ ไม่ได้มุ่งเน้นที่ "การรักษา" เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา การป้องกันสุขภาพเพื่อมิให้เจ็บป่วย กลับเป็นเรื่องสำคัญที่จะนำไปสู่การเสริมสร้างสุขภาพที่ดีในอนาคต

 

 

 


ที่มา: health channel magazine

 

 

***ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย (Body Care)***

ผลิตภัณฑ์โลชั่นปรับผิวขาวกระจ่างใสใน 2 สัปดาห์







 



www.Stats.in.th