You are here: Home Beauty Tips Blog สักรักษา เพื่อความสวย
สักรักษา เพื่อความสวย

ปรับสีผิวผิดปกติจากรอยแผลเป็น เติมสีสันให้กับใบหน้า....ด้วยการสัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อพูดถึงการสัก หลายคนคงจะนึกถึงการลงลวดลายอันวิจิตรสวยงามหรือลงสัญลักษณ์ต่างๆ บนผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งอาจจะทำเพื่อความงาม หรือตามความเชื่อถือศรัทธาของแต่ละคนก็เป็นได้  แต่จริงๆ แล้วประโยชน์ของการสัก ยังสามารถนำมาใช้ในการรักษาได้ด้วย โดยการเติมสี เพื่อปกปิดร่องรอยแผลเป็นที่ไม่พึงประสงค์ ที่เกิดขึ้นตามผิวหนังแม้กระทั่งศีรษะ เป็นการรักษาความผิดปกติของสีผิว เพื่อทำให้คนไข้เกิดความมั่นใจมากขึ้น

 

สำหรับคอลัมน์นี้คุณหมอไพบูลย์ สิริพิสุทธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแผนกรักษา รพ.ยันฮี จะให้ข้อมูลอย่างละเอียดถึงเรื่องราวของการสักสี ทั้งที่ทำเพื่อรักษา ปรับแก้สีผิวที่ผิดปกติ และเพื่อเติมสีสันลงบนอวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะบนใบหน้าให้ดูสวยงาม น่ามองยิ่งขึ้น


ประเภทของการสัก

แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ การสักเพื่อความสวยงาม เช่น สักคิ้ว สักขอบตา สักขอบปาก สักริมฝีปาก สักหัวนม เป็นการสักเพื่อความสวยงาม และเพิ่มความมั่นใจแก่คนไข้ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นการสักเพื่อรักษาสีผิวที่ผิดปกติ เช่น ผิวที่ขาวผิดปกติ สีผิวที่กระดำกระด่างไม่สม่ำเสมอ เช่น ในคนไข้ที่เป็นแผลอุบัติเหตุ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเป็นจากการผ่าตัด หรือในกลุ่มคนที่มีความผิดปกติของเซลล์สร้างเม็ดสี ซึ่งอาจจะเป็นมาตั้งแต่เกิด หรือมาเป็นทีหลังก็ได้ กรณีเป็นมาแต่กำเนิด เช่น คนที่เป็นปานขาว หรือปานตามตัวที่มีสีอ่อนกว่าสีผิวส่วนอื่น หรือในกลุ่มที่มาเป็นทีหลัง เช่น โรคด่างขาว หรือในคนไข้ที่เซลล์สร้างเม็ดสีไม่ทำงาน เช่น แพ้สารเคมี หรือโดนสารเคมีจนเซลล์สร้างสีตายไป รวมถึงคนไข้ที่มีสีผิวผิดปกติโดยไม่รู้สาเหตุ เป็นต้น


 

กลบร่องรอยอันไม่พึงปราถนาด้วยการสัก

เป้าหมายของการสักประเภทนี้คือ การเติมสี เพื่อปรับสีผิวบริเวณนั้นให้มีโทนสีใกล้เคียงกับสีผิวบริเวณข้างเคียง เรียกว่า cosmetic tattoo หรือ cosmetic pigmentation ด้วยการลงสีไปยังใต้ผิวหนัง เพื่อปรับสีผิวให้สวยงามสม่ำเสมอขึ้นให้ใกล้เคียงกับสีผิวปกติ ในการรักษาบนใบหน้าจะช่วยให้การแต่งหน้าทำได้ง่ายขึ้น

 

สีที่ใช้ในการสัก

เป็นสีนำเข้าจากอเมริกา ผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA จึงไม่ต้องกังวลถึงปัญหาการแพ้ (ที่่ผ่านมายังไม่พบคนไข้ที่เกิดการแพ้) ได้จากแร่ธาตุต่างๆ ตามธรรมชาติ เช่น สีโทนแดงจะมีส่วนผสมของธาตุเหล็ก สีโทนเหลืองมีส่วนผสมของโครเมี่ยมหรือไททาเนียม เป็นต้น  ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้จะไม่เกิดปฏิกิริยากับร่างกายเนื่องจากเป็นสารอนินทรีย์ ไม่ใช่สารอินทรีย์ที่มาจากพืชหรือจากสัตว์ ซึ่งจริงๆ แล้วกลับมีโอกาสแพ้ได้มากกว่า โดยเฉลี่ยแล้วสีที่สักไว้จะเริ่มจางลงหลังสักประมาณ 1 ปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ตำแหน่งในการสัก เช่นการสักคิ้ว การสักบริเวณที่ผิวหนังหนา เช่น มือ เท้า แขน ขา มักจะอยู่ได้นานกว่าบริเวณผิวหนังที่บาง เช่น ริมฝีปาก ปานนมหรือหัวนม เป็นต้น (คิ้วอยู่ได้ประมาณ 3 - 4 ปี ปากอยู่ได้ประมาณ 2 - 3 ปี) เมื่อสีจางลง คนไข้สามารถมาเติมเพิ่มได้

 

การเลือกสีที่ใช้ในการสักเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาตินับเป็นสิ่งสำคัญมาก แพทย์จึงต้องใช้ประสบการณ์และทำความเข้าใจในการเลือกใช้สีหรือผสมสีให้กับคนไข้ เพื่อให้ได้โทนสีที่ใกล้เคียงกับสีผิวบริเวณข้างเคียงมากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยาก เพราะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น สีผิวเดิมของบริเวณที่เป็นแผล สีผิวบริเวณข้างเคียง และหลังจากทำไปได้ระยะหนึ่ง จะจางลงไปอีก ไม่เหมือนกันสีที่สักใหม่ๆ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ในการติดของสี การดูดซึมสีของสภาพผิวหนังของแต่ละคนซึ่งแตกต่างกันออกไป ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ในคนไข้แต่ละรายค่อนข้างคาดเดาได้ยาก แต่แพทย์จะให้ข้อมูลกับคนไข้ถึงความเป็นไปได้ ว่าสามารถช่วยได้มากน้อยขนาดไหน


เครื่องมือที่ใช้

การสักมี 2 ประเภทคือ สักด้วยมือ เช่น การสักลาย สักลงยันต์ต่างๆ  และการสักด้วยเครื่องสัก ซึ่งการสักด้วยเครื่องของที่นี่จะมีข้อดีคือ การลงสีและลายเส้นจะมีความสม่ำเสมอมากกว่าการใช้มือ ซึ่งอาจจะแรงบ้างเบาบ้าง สีลงไปลึกบ้าง ตื่นบ้าง หรือติดบ้างไม่ติดบ้าง เมื่อเวลาผ่านไป อาจทำให้เกิดการกระดำกระด่างได้ หรือในบางจุดที่ลงสีลึกมากเกินไป อาจทำให้แผลกลายเป็นสีขาวไปเลยก็มี


เครื่องมือในการสักจะมีลักษณะคล้ายพู่กันที่สามารถลงสีให้หนักเบา ตามต้องการได้โดยอาศัยแรงกด สามารถไล่โทนอ่อนแก่เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นได้ เช่น การสักคิ้ว การควบคุมน้ำหนักในการกดจึงเป็นสิ่งสำคัญ


ขั้นตอนในการรักษา

แพทย์จะซักประวัติคนไข้ สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับแผลเป็น เช่น ระยะเวลาที่เป็น และตรวจลักษณะของแผลเป็นอย่างละเอียด หลังจากนั้นจึงให้ยาระงับความเจ็บปวดเฉพาะที่ ซึ่งทำได้ 2 วิธีคือ ใช้การแปะยาชาบนผิวหนังบริเวณที่จะทำ หรือใช้ยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สักว่าไวต่อความรู้สึกมากน้อยขนาดไหน และขึ้นอยู่กับขนาดของแผล หลังจากนั้นแพทย์จะทำการผสมสีที่ใช้สัก บันทึกค่าสีที่ใช้ก่อนลงมือสัก  ระยะเวลาที่ใช้ในการทำขึ้นอยู่กับความกว้างของบริเวณที่ทำ โดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 5 - 20 นาที


ข้อจำกัด

*  แผลเป็นที่ยังใหม่อยู่ ไม่สามารถทำได้ ต้องเป็นแผลที่อยู่ตัวและเซลล์ผิวหนังบริเวณนั้นไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว (เป็นปีขึ้นไป)

*  ต้องเป็นแผลที่ไม่กว้างมากนัก จะดูว่าแผลใหญ่ขนาดไหน ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เป็นด้วย เช่น แผล 10 ซ.ม. ถ้าเป็นที่หน้าก็เรียกว่าใหญ่ แต่ถ้าเป็นที่หลังก็ไม่ใหญ่มาก เพราะหลังทำแล้วอาจจะดูกลืนกับผิวบริเวณข้างค้างเพราะเป็นพื้นที่ใหญ่ จึงต้องประเมินตำแหน่งที่เป็นกับขนาดของแผลให้สัมพันธ์กัน ในแผลที่ใหญ่การเกลี่ยสีให้กลืนกับผิวหนังจะทำได้ยากขึ้น

*  แผลที่เหมาะกับการสัก ควรเป็นแผลที่ค่อนข้างเีรียบ ไม่ลึก หรือมีรอยตะปุ่มตะป่ำ หรือกระดำกระด่าง ซึ่งจะทำให้ผลที่ได้ไม่ดีนัก

*  ในการสักเพื่อปิดแผลเป็น ต้องมีการทำซ้ำ 1 - 3 ครั้ง โดยจะนัดคนไข้กลับมาดูหลังจากทำไปแล้วประมาณ 1 - 2 เดือน เพื่อรอให้สีอยู่ตัวและประสานกันดีกับผิวหนังก่อน แพทย์จึงจะประเมินได้ว่าสีติดพอ และได้โทนสีตามที่ต้องการหรือไม่  หากติดน้อยก็จะมีการสักเพิ่มเติม หรือถ้าไม่ได้โทนสีตามต้องการก็จะมีการปรับสี แผลเป็นที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือด่างขาว มักจะติดยาก อาจต้องทำถึง 3 - 4 ครั้ง แต่ถ้าทำเพื่อความสวยงาม เช่น สักปาก สักคิ้ว สักขอบตา สักปานนม อาจจะทำเพียง 1 - 2 ครั้ง

*  ในการสักเพื่อปกปิดแผลเป็น ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่เหมือนสีผิวบริเวณใกล้เคียง 100% เนื่องจากขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างดังที่กล่าวมาแล้ว และการสักด้วยสีเนื้อ (เพื่อปิดแผลเป็น) ไม่สามารถลบออกด้วยเครื่องเลเซอร์ได้ ต้องรอให้จางไปเอง (โดยเฉลี่ยประมาณ 3 - 5 ปี)

 

ผลข้างเคียงและข้อปฏิบัติหลังทำ

หลังทำคนไข้จะรู้สึกแสบบริเวณที่ทำเพียงเล็กน้อย ควรเว้นการโดนน้ำประมาณ 3 วัน ไม่ควรปิดแผลและควรทายาให้แผลชุ่มชื้น บางบริเวณเช่น การสักปาน สักตา อาจจะมีการบวมบ้างประมาณ 1 - 2 วัน ให้ประคบเย็นเพื่อลดบวม คนไข้สามารถทำงานได้ตามปกติ หลังสักประมาณวันที่ 2 แผลจะเริ่มตกสะเก็ดและลอกออก

 

 

 

 

 

ที่มา: นพ.ไพบูลย์ สิริพิสุทธิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแผนกสักรักษา รพ.ยันฮี

นิตยสารคอสเมติกบิวตี้แอนด์แอนไทเอจจิ้ง

 

 

 

 

 



www.Stats.in.th