You are here: Home Beauty Tips Blog ต่อสู้กับผมร่วงและรังแคเจ้าปัญหา
ต่อสู้กับผมร่วงและรังแคเจ้าปัญหา
ผมร่วงและรังแคเป็นปัญหาที่หลายคนเป็นกันมาก แต่ความรุนแรงนั้นอาจแตกต่างกันไป ปัญหาผมร่วงมีตั้งแต่ร่วงเล็กน้อย ร่วงเป็นหย่อมๆ ไปจนถึงร่วงมาก จนเกิดภาวะผมบาง ศีรษะล้านกันเลยก็มี ส่วนปัญหารังแคนั้น มักมีความสัมพันธ์กับภาวะผมร่วง เพราะรังแคเกิดจากการอักเสบของหนังศีรษะ  ทำให้เกิดปัญหาผมร่วงตามมาได้ และสิ่งสำคัญคือ ทำให้สูญเสียบุคลิกภาพ และความมั่นใจ เพราะเส้นผมและรังแคอาจร่วงหลุดอยู่ตามเสื้อผ้า หรืออาจจะเกาะติดอยู่ตามเส้นผม ทำให้มองเห็นเป็นขุยสีขาวได้  แต่อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้ล้วนมีทางแก้ไข  ไปฟังคำตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อ.นพ.รัฐพล ตวงทอง หัวหน้าสาขาโรคเส้นผมและการผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผม ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล...

สาเหตุของปัญหาผมร่วง


สาเหตุของปัญหาผมร่วงนั้นมีหลากหลายดังนี้

1. ผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน (Andro-genetic alopecia) หรือที่เรียกว่าศีรษะล้านเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด

2.  ผมร่วงจากการอักเสบของหนังศีรษะและรังแค (Seborrheic dermatitis and dandruff)

3.  โรคผมร่วงเป็นหย่อมๆ (Alopecia areata) เกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยทำงานผิดพลาด มาทำลายบริเวณรากผม

4.  สาเหตุอื่นๆ เช่น ผมร่วงจากโรค Telogen effluvium หรือ ที่เราเรียกกันว่า "จับไข้หัวโกร่น" ซึ่งเกิดหลังจากอาการเจ็บป่วยไม่สบาย (ไม่ใช่โดนผีหลอกอย่างที่หลายคนเข้าใจ) หรืออาจจะเกิดจากการรับประทานยาบางชนิด ก็ทำให้เกิดการร่วงในลักษณะนี้ได้

ปัญหาผมร่วงมักเกิดขึ้นในคนกลุ่มใด


จริงๆ แล้วปัญหาผมร่วงเกิดได้กับคนทุกกลุ่มอายุ แต่ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะโรค เช่น ผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน หรือศีรษะล้าน จะพบได้ในคนที่มีอายุ 18 - 20ปีขึ้นไป แต่ในวัยนี้พบได้ไม่มาก สำหรับเพศชาย ส่วนใหญ่จะพบภาวะนี้ในวัยกลางคนที่มีอายุตั้งแต่ 35 - 40 ปีขึ้นไป  และยิ่งอายุมากขึ้นก็มีโอกาศเกิดโรคผมบาง ศีรษะล้านได้มากขึ้นด้วย ส่วนในเพศหญิง อาจพบภาวะนี้ได้ 2 ช่วง ช่วงแรกก็คือ หลังคลอดบุตร และช่วงที่ 2 คือ หลังวัยหมดประจำเดือน    สำหรับภาวะผมร่วงในเด็กเล็กๆ ไม่ค่อยมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม แต่ในเด็กเล็กอาจเจอภาวะผมร่วงเป็นหย่อมๆ ได้ ซึ่งเกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายเส้นผม

การป้องกันปัญหาผมร่วง


ถ้าเป็นปัญหาผมบางจากพันธุกรรมหรือฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมอาจจะทำได้ยาก ดังนั้นวิธีการป้องกันที่สามารถทำได้คือ การดูแลรักษาสุขภาพโดยทั่วไปให้ดี เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ 7 - 8 ชั่วโมงต่อวัน รับประทานอาหารที่ดีให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายให้เพียงพออย่างน้อยประมาณ 2 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง สิ่งเหล่านี้จะช่วยชะลอภาวะผมร่วงให้เกิดขึ้นช้าลงได้ เพราะเป็นการทำให้ร่างกายไม่เสื่อมหรือแก่เร็วเกินไป

ปัญหาผมร่วงอาจป้องกันได้บ้าง ในคนที่เป็นจากสาเหตุของหนังศีรษะอักเสบ (Seborrheic dermatitis) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มจำนวนของเชื้อรา Malassezia บนหนังศีรษะผู้ป่วย คือ อาจจะใช้แชมพูขจัดรังแค เช่น 2% Ketoconazole shampoo, Tar shampoo, Selenium shampoo อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อลดการเกิดรังแคซึ่งจะลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้

แนวทางการรักษาปัญหาผมร่วง


หากพบได้เร็ว จะเป็นการดี คือคนไข้ต้องมีการสำรวจตัวเอง เช่น มีภาวะผมร่วงเป็นหย่อม มีผมบาง หรือมีศีรษะเถิกเข้าไปหรือไม่ ตรงกลางบางหรือเปล่า โดยอาจจะให้ญาติพี่น้องช่วยดูให้ก็ได้  หรือใช้การนับเส้นผมที่ร่วงว่าอยู่ในภาวะปกติหรือไม่  (ในภาวะปกติ ในวันที่ไม่ได้สระผม ผมที่ร่วงไม่ควรเกิน 100 เส้นต่อวัน ส่วนในวันที่สระผม ไม่ควรร่วงเกิน 200 เส้นต่อวัน)   ถ้าพบว่ามีความผิดปกติ แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุเป็นหลัก เช่น อาจรักษาโดยการให้ยากิน ยาทา หรือใช้การรักษาโดยการผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผม ซึ่งมักใช้ในคนไข้รายที่เป็นโรคผมบาง ศีรษะล้านจากพันธุกรรมหรือฮอร์โมน


การรักษาปัญหาผมร่วงโดยการใช้ยา

จะมีทั้งยาที่ใช้รับประทานและยาทา ในเพศชายยาทามักใช้ ไมนอกซิดิล โซลูชั่น (Minoxidil Solution) ส่วนยาที่ใช้รับประทานจะเป็นยาในกลุ่มของ ฟีแนสเตอร์ไรด์ (Finaseride) ซึ่งเป็นยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์เข้าไปยับยั้งเอนไซม์ 5-alfa-reductase ซึ่งเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศชายให้ออกฤทธิ์และทำให้เกิดภาวะผมร่วงในเพศชาย  ส่วนในเพศหญิงไม่สามารถใช้ยากลุ่มฟีแนสเตอร์ไรด์ได้ จะใช้ได้เพียงยาในกลุ่มของพวกยาทาไมนอกซิดิล โซลูชั่น ( Minoxidil solution) ซึ่งเป็นสารละลายที่จะช่วยทำให้มีผมขึ้น และกำจัดสาเหตุและปัจจัยที่อาจทำให้ผมบางเพิ่มขึ้น เช่น ภาวะซีดที่พบได้จากการมีประจำเดือน นอกจากนี้ยังอาจจะรับประทานพวกธาตุสังกะสีเสริมก็ได้

รังแค

รังแค (Dandruff) เป็นอาการแสดงของการมีการอักเสบของหนังศีรษะ (Seborrheic dermatitis) ซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดง ขอบเขตไม่ชัดเจนและมีขุยขาวๆ ที่เราเรียกกว่ารังแค ซึ่งจริงๆ แล้ว คือส่วนของหนังศีรษะที่หลุดลอกออกมานั่นเอง

สาเหตุของรังแค

มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มจำนวนของเชื้อรา Malassezia บนหนังศีรษะผู้ป่วย ซึ่งจะกระตุ้นให้หนังศีรษะเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดปัญหาผมหลุดร่วงตามมา ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราชนิดนี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่เชื่อว่าน่าจะมาจากความเครียด อดนอน พักผ่อนน้อย ปกติแล้วในคนทั่วไป ก็มีเชื้อราตัวนี้อยู่ แต่ปริมาณจะไม่มากเท่ากับคนไข้ซึ่งมีปัญหาเรื่องหนังศีรษะอักเสบ ซึ่งปริมาณของเชื้อราจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

ความสัมพันธ์ของรังแคกับปัญหาผมร่วง


เมื่อมีรังแคมักทำให้เกิดภาวะผมร่วงมากกว่าปกติเช่นคนไข้เคยร่วงวันละ 20 - 30 เส้น อาจจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 50 - 60 เส้น (เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า) และนอกจากนี้รังแคอาจทำให้โรคผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมนเกิดเร็วขึ้นด้วย  คนที่มีปัญหารังแคจึงควรรีบรักษา
นอกจากนี้ควรสระผมให้สัมพันธ์กับลักษณะกิจกรรมที่ทำด้วย เช่น คนที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง มีการออกกำลังกาย เล่นกีฬามาก หนังศีรษะมัน อาจจะต้องสระผมถี่บ่อยกว่าคนที่ไม่ค่อยได้ออกไปไหน เช่น อาจต้องสระทุกวัน ส่วนคนที่อยู่แต่ในห้องแอร์ หรือมีหนังศีรษะแห้ง อาจจะสระวันเว้นวันก็ได้ (ในคนที่มีปัญหารังแคในช่วงแรก อาจจะต้องสระผมทุกวัน เพื่อให้ตัวยาเข้าไปออกฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบของหนังศีรษะได้)

การรักษาปัญหารังแคเรื้อรัง


คนที่มีปัญหารังแคเรื้อรัง ช่วงแรกอาจจะเริ่มจากการใช้ยาในกลุ่มของแชมพูขจัดรังแคดูก่อน เพื่อทำให้เชื้อราเกิดน้อยลง เช่น 2% ketoconazole shampoo, tar shampoo, selenium sulfide shampoo, 1.5% ciclopirox shampoo, 1% zinc pyrithione shampoo เนื่องจากรังแคเป็นปัญหาเรื้อรัง บางครั้งอาจจะเป็นๆ หายๆ ในช่วงที่เป็นอาจใช้แชมพูขจัดรังแคทุกวัน แต่ถ้าดีขึ้นแล้วอาจจะลดลงเหลือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็ทำได้ เพื่อป้องกันปริมาณของเชื้อราไม่ให้เป็นมากขึ้น และในการสระแต่ละครั้ง ควรหมักทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที
หากใช้แชมพูแล้วอาการดีขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้น ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อรับตัวยาที่ช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ โดยยาที่ใช้ในการรักษาปัญหารังแคส่วนใหญ่จะเป็นยาทา สำหรับยารับประทานนั้น ควรใช้ในกรณีที่เป็นมากๆ คือ ใช้ยาทาแล้วไม่ได้ผลเท่านั้น เพราะผลข้างเคียงของยาที่ใช้รับประทานอาจเกิดได้มากกว่า ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และ่ส่วนใหญ่แล้วการทายาก็มักจะทำให้รังแคดีขึ้นแล้ว

ที่มา: cosmetic beauty & anti-aging และ อ.นพ.รัฐพล ตวงทอง หัวหน้าสาขาโรคเส้นผมและการผ่าตัดปลูกถ่ายเส้นผม ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

 

New layer...
 



www.Stats.in.th