You are here: Home Beauty Tips Blog 7 ประจัญบานผู้พิทักษ์ผิว
7 ประจัญบานผู้พิทักษ์ผิว

คุณสาวๆ ทั้งหลาย มีใครเคยแอบรำพึงรำพันเวลาที่ส่องกระจกเป็นประโยคทำนองนี้บ้างมั้ยคะ

"แก่ แก่ แก่ ทำไมหนอชั้นถึงต้องแก่ลงด้วย"

พริมไม่เถียงค่ะว่าเราไม่สามารถฝืนกฎธรรมชาติได้  แต่...เราสามารถถนอมรักษาและยืดระยะเวลาเพื่อไม่ให้ความแก่มาทักทายเราก่อน วัยอันควรได้ค่ะ   คุณเคยพบใครซักคนที่อายุ 60 กว่าแล้วแต่ผิวพรรณยังเปล่งปลั่งมีเลือดฝาดจนคุณรู้สึกอายที่คุณอายุน้อย กว่าเธอคนนั้นเป็นไหนๆ บ้างมั้ยละคะ แล้วคุณอยากจะเป็นอย่างเค้ามั้ย...ถ้าคำตอบคือใช่ คุณควรอ่านเรื่องนี้ต่อไปจนจบค่ะ




จากฉบับที่แล้วที่พริมทิ้งท้ายให้สัญญาไว้ว่าคราวหน้าจะมาเล่าถึง 7 ประจัญบานผู้พิทักษ์ผู้พิทักษ์ผิวต่างหาก  วันนี้ฤกษ์งามยามดีเลยเล่าให้ฟังตามสัญญาแล้วค่ะ มาม๊ะ..ใครไม่อยากแก่ก็กระเถิบเข้ามาฟังกันใกล้ๆ

แอ๊น แอน แอ๊นดด์ ภูมิใจเสนอ...  7 ประจัญบานนน!


คุณผู้อ่านเคยลองนั่งคิดเล่นๆ มั้ยคะว่า เอ๊ะ...ครีมบำรุงผิวที่ขายๆ กันอยู่ในท้องตลาดก็มีเป็นหมื่นเป็นแสนชนิด หลากยี่ห้อหลายแบรนด์เยอะแยะไปหมดจนตามไม่ทัน    แถมปัจจุบันนี้ขั้นตอนการบำรุงก็ยังแยกย่อยลงลึกไปได้อีกเช่น หลังล้างหน้าเสร็จก็ต้องทาเซรั่มเป็นอย่างแรก ต่อมาก็ทาครีมบำรุงเพื่อกักเก็บน้ำเพื่อให้ผิวชุ่มชื่น แล้วตามด้วยครีมแก้กระหรือฝ้า ตบท้ายด้วยครีมกันแดด  บรา บรา บรา... ฯลฯ


เอ..แล้วผิวของเราจะเหมาะกับครีมบำรุงแบบไหนล่ะ!!? พริมเชื่อว่าคุณผู้อ่านทุกท่านก็คงเคยเกิดคำถามนี้ขึ้นในใจ  และก็มีความปรารถนาที่เหมือนๆ กันคือ  อยากได้ครีมบำรุงที่ช่วยให้หลีกหนีจาก "3ห." ไปให้ไกลที่สุดนั้นเอง (3ห.= เหี่ยว, ห้อย,แห้ง นะคะ ไม่ใช่ หอ หึ หึ)

คำถามคือ แล้วครีมตัวไหนกันแน่ที่ดีจริงๆ ที่สามารถทำให้เราหนีพ้นจาก 3หอ หึ หึ นี้ไปได้..? เรามาดูกันค่ะว่าพระเอกทั้ง 7 มีอะไรบ้าง


Retinoids พระเอกตัวแรกที่พริมตกหลุมรักตั้งแต่ยังสมัยสาวๆ

อ่านว่า เรตินอยด์ค่ะ มันคืออนุพันธ์ตัวนึงของกรดวิตามินเอ  นอกจากนี้ยังมี tretinoin, retinal และ retinyl palmitate ก็เป็นอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอเช่นเดียวกันค่ะ  เชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะคุ้นตาหรือเคยเห็นคำเหล่านี้มาบ้างแล้วตามฉลากของ เครื่องสำอางค์ หรือครีมบำรุง   สรรพคุณของมันคือ สามารถใช้รักษาโรคทางผิวหนังได้มากมายเลยค่ะ โดยเฉพาะใช้เพื่อฟื้นฟูสภาพผิวเพื่อความงาม   มีผลวิจัยพิสูจน์แล้วว่าหากเราใช้มันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอละก็ มันจะช่วยลบเลือนรอยเหี่ยวย่นเล็กๆ และทำให้สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอหรือหมองคล้ำกลับมาใสได้อีกครั้ง (คอนเฟริมเลย อิอิ)

การทำงานของเรตินอยด์ก็คือ ช่วยทำให้เซลล์ผิวเก่าผลัดออกอย่างสม่ำเสมอ และกระตุ้นการสร้างคลอลาเจน ทำให้รูขุมขนกระชับหลุมสิวหรือรอยบุ๋มตื้นขึ้น และยังแก้ปัญหาสิวได้อีกด้วยค่ะ  แจ๋วมั้ยละคะ

แต่เมื่อมีคุณประโยชน์มากมาย แต่ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีก็อาจจะทำให้เกิดโทษได้   เคยได้ยินประโยคนี้มั้ยคะ "ถึงแม้จะเป็นยาวิเศษ  แต่ถ้าเราใช้ไปในทางที่ผิด ผลลัพธ์ที่ตามมาก็อาจจะตรงกันข้ามกันทีเดียว"


ข้อควรระวังเกี่ยวกับกรดวิตามินเอมีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ ค่ะ คือ ครีมในกลุ่มนี้ไม่ควรทาระหว่างการตั้งครรถ์หรือให้นมบุตรค่ะเพราะ อาจจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้จ๊ะ  เหตุเพราะวิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำมันค่ะ กว่าที่ร่างกายจะถ่ายเทขับออกได้ต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนค่ะ  ไม่เหมือนกับวิตามินบีและวิตามินซีซึ่งละลายได้ในน้ำ ร่างกายจึงสามารถขับออกได้วันต่อวัน  (สาวๆ คนไหนที่กำลังจะเป็นคุณแม่ก็ระวังกันนิดนึงนะคะ...เพื่อความปลอดภัยจ้า)

และอีกข้อนึงก็คือ ครีมในกลุ่มวิตามินเอนั้นจะไวต่อแสงค่ะ  พูดง่ายๆ ก็คือแพ้แสงและเมื่อโดนแสง ผลลัพธ์ก็จะกลายเป็นตรงกันข้ามกับสรรพคุณของมัน  ดังนั้นครีมที่มีส่วนผสมของพระเอกตัวนี้ในปริมาณสูง ควรทาตอนกลางคืนค่ะ แต่ถ้าเดย์ครีมของคุณมีเจ้าตัวนี้อยู่ในปริมาณไม่มากมายนัก คุณก็แก้ด้วยการทาครีมกันแดดทับเพื่อปกป้องผิวของคุณอีกชั้นนึงก็พอค่ะ



Argireline หรือ Acetyl Hexapeptide3 คืือ ผู้พิทักษ์ตัวถัดมาค่ะ

พริมให้ฉายามันว่า botoX-Men เหตุผล ก็เพราะสรรพคุณของมันดันไปเหมือนกับคุณสมบัติของโบท๊อกซ์ที่เหล่าดารา Hollywood เค้าชอบไปให้หมอฉีดเปี๊ยบเลยค่ะ  คือ ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงเด้งดึ๋งดูกระชากวัย

ขอเล่าเกี่ยวกับโบท็อกซ์นิดนึงนะคะ..โบท็อกซ์คืออะไร? มันคือ สารชนิดหนึ่งที่สกัดได้จากเชื้อแบตทีเรีย ใช้ฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อเพื่อให้มันลดการหดหรือเก็งตัวทำให้รอยเหี่ยวยนบนใบหน้าหายไปค่ะ แต่การฉีดโบท็อกซ์นั้นจะต้องทำด้วยแพทย์ที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการฉีดเท่านั้น เพราะเมื่อสารโบท็อกถูกฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อของเราแล้ว  มันจะอยู่ได้นานราวๆ 3-6 เดือน หรือบางรายสามารถอยู่ได้นานเป็นปีๆ ก็มีค่ะ  เพราะฉะนั้นถ้าให้หมอที่ไม่ชำนาญฉีดให้ คุณก็อาจจะต้องส่องกระจกมองปากเบี้ยวๆ ของคุณไปราวๆ 3 - 6 เดือนจนกว่าเจ้าโบท็อกซ์จะค่อยๆ สลายไปนั่นแหละค่ะ

Argireline เป็นสายโปรตีนขนาดเล็กซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนโปรตีนที่มีความสำคัญต่อร่างกาย 6 ชนิดค่ะ  มีคุณสมบัติด้านการลดเลือนเส้นริ้วรอย (fine line) และชะลอสัญญาณความร่วงโรยแห่งวัยทั้งหลาย เพราะ Acetyl Hexapeptide3 สามารถลดการผลิตและการหลั่งของสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อบนใบหน้า ซึ่งผลที่ได้นี้จึงสามารถป้องกันการก่อตัวของริ้วรอยบนผิวหน้าที่เกิดจากการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ

หรือการแสดงอารมณ์ต่างๆ บนใบหน้าของคุณผู้หญิงทั้งหลายจ้า  ยกตัวอย่างเช่น...

อารมณ์เศร้า ร้องไห้เป็นเผาเต่า....ทำให้เกิดริ้วรอยใต้ตา ขอบตาช้ำและดูหมองคล้ำค่ะ

อารมณ์ระเบิดหัวเราะแบบดังทีถึงปากซอย...ก็ทำให้เกิดริ้วรอยตรงมุมปาก และร่องแก้ม..

อารมณ์โกรธชนิดควันออกหู โอ้ว...อารมณ์นี้น่ากลัวสุดๆ เลยค่ะ  นอกจากจะเป็นที่พักผิงให้สารพัดที่แวะเวียนลงมากินน้ำ และฝากเท้าแล้ว   คนรอบข้างยังหนีหายออกห่างอีกด้วยค่ะ   (ไม่ดีนะจ๊ะสาวๆ อารมณ์นี้ยิ่งทำบ่อยยิ่งแก่เร็วนะคะ)

 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณสาวๆ จะต้องคอยเก็งหน้านิ่งอยู่ตลอดเวลานะคะ ยิ้มหวานๆ ได้จ้า ไหน...ยิ้มซิๆ อิอิ

และสิ่งที่น่ายินดีนอกเหนือจากประสิทธิภาพ Argireline ที่กล่าวมาแล้วก็คือ ไม่พบผลข้างเคียงที่เป็นพิษใดๆ ต่อร่างกายค่ะ (เลิศมากใช่มั้ยละคะ) จึงสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย และข้อดีอีกประการหนึ่งก็คือ มันมีองค์ประกอบพื้นฐานเป็นโปรตีนสายสั้นๆ ค่ะ จึงทำให้ผิวของเราดูดซึมเข้าสู่ผิวชั้นในได้ง่ายและรวดเร็วค่ะ.......แจ๋วมั้ยละคะสาวๆ..!

 

ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Argireline 1 2 3

 

L-Ascorbic Acid (แอล-เอส คอร์บิค แอซิด) ซุปเปอร์ฮีโร่ตัวที่สามที่อยู่ในกลุ่ม Antioxidant ผู้พิทักษ์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (Free radical)ให้กับผิวค่ะ

แล้วเจ้าเอสคอร์บิค แอซิดคืออะไร...? มีความสำคัญอย่างไรต่อกระบวนการต่อต้านความแก่หรือที่เราเรียกติดปากแบบไฮโซว่า "แอนตี้แอจจิ้ง" อย่างไร?  เรามาดูกันค่ะ

เจ้าแอล-เอส คอร์บิค แอซิดก็คือ อนุพันธ์ของวิตามินซีนั่นเองค่ะ และเป็นตัวที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องแบ่งย่อยลงไป อีก  ถ้าสาวๆ คนไหนทานวิตามินซีเป็นอาหารเสริมก็ลองไปหยิบขวดวิตามินซีขึ้นมาดูฉลากส่วน ประกอบสิค่ะ จะเห็นเจ้าตัวนี้ปรากฎตัวยิ้มทักทายคุณอยู่ในฉลากด้วย  หรืออาหารเสริมบางยี่ห้ออาจใส่ว่ารายละเอียดว่าต่อวิตามินซี 1 เม็ดให้  L-Ascorbic Acid กี่หน่วย เป็นต้นค่ะ แล้วเจ้านี่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบำรุงผิวและ Anti-aging ได้ยังไง..!?

เป็นที่ทราบกัน ในวงการเครื่องสำอางค์ทั้งหลายว่าวิตามินซีนั้นเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ในกระบวนการต่อต้านความแก่ มันสามารถช่วยชะลอไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย กระตุ้นการสร้างคลอลาเจนและอีลาสติน และยังสามารถป้องกันผิวจากแสงแดดได้อีกด้วย เลิศมากเลยใช่มั้ยล่ะค่ะ!  และฟอร์มของวิตามินซีที่ซึมเข้าสู่ชั้นผิวของเราได้ดีเยี่ยมที่สุดก็คือ เจ้าแอสคอร์บิคเนี่ยแหละค่ะ  ถ้าสาวๆ คนไหนอยากมีแก้มใสๆ เต้งตึงเด้งดึ๋งเเบบลูกชิ้นโอเด้งก็ลองไปหาซื้อมาทาดูกันนะคะ  ยิ่งปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซีให้เลือกมากมายทั้งแบบ ครีม โลชั่น เซรั่ม หรือจะแบบผสมร่วมกับส่วนผสมตัวอื่นๆ  หรือจะทาแบบวิตามินซีเพียวๆ ก็มี  ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณสาวๆ แล้วล่ะค่ะว่าถูกใจเลือกใช้แบบไหนดี

มีข้อควรระวัง นิดนึงน๊าเพราะเจ้าแอสคอร์บิคเนี่ยมันมีสภาพเป็นกรดแบบน้องๆ มะนาวดีๆ นี่เอง ถ้าใช้แบบเพรียวๆ อาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ค่ะ  ถ้ายังไงอย่าลืมลองเทสกับผิวที่ต้นแขนหรือใต้คางดูก่อนที่จะใช้จริงนะจ๊ะ (เดี๋ยวจะหาว่าไม่ตือน)

 

ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ L-Ascorbic Acid: 1 2 3 4 5

 

Idebenone ซุปเปอร์สตาร์ตัวใหม่ที่มาแรงแซงโค้งรุ่นพี่อยู่ในขณะนี้ อ่านว่า "อีดีบีโนน" ค่ะไม่ได้เป็นญาติอะไรกับอีทีโกโฮมหรอกนะคะคุณผู้อ่าน  แต่เจ้านี่เป็นน้องของโคเอ็นไซม์คิวเท็นต่างหากจ้าและมีอนุภาคที่เล็กกว่าพี่มันถึง 10 เท่าแหนะจึงสามารถซึมแทรกลึกเข้าสู่ผิวชั้นในได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบวกกับมีคุณสมบัติที่เหนือชั้นกว่าเป็นไหนๆ เรียกได้ว่าเป็น Super Star ของขบวนการแอนตี้ออกซิเเดนซ์เลยทีเดียวเชียวแหละค่ะ  พูดง่ายๆ ก็คือมีความสามารถในการต้านศัตรูตัวฉกาจของความสวย (อนุมูลอิสระ) ได้มากกว่าและยังสามารถทำงานได้แม้ในสภาพที่ร่างกายขาดออกซิเจนอีกด้วยสิคะ

 

Alphahydroxy Acids หรือ อีกชื่อที่เรารู้จักกันดีก็คือ อะฮ่า AHA นั่นเองค่ะ หน้าที่ของมันก็คือช่วยทำให้ผิวชั้นนอกผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว (ที่เราเรียกว่า "ขี้ไคล" นั่นแหละจ้า)  ให้หลุดออกและ่เพื่อผิวใหม่จะได้เผยออกมาแทนที่ค่ะ ซึ่งวงจรชีิวิตของเซลล์ผิวนั้นจะอยู่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและสภาพผิวของแต่ละคนด้วยค่ะ คุณสาวๆ เคยสงสัยมั้ยคะว่าทำไมสาวแรกรุ่นวัยขบเผาะถึงได้มีผิวที่ขาวใสมีน้ำมีนวลกัน พอมองย้อนกลับมาดูตัวเองแล้วก็ต้อง เฮ้อ ถอนหายใจยาวๆ ออกมา พร้อมกับนึกอุทานอยู่คนเดียวในใจว่า โอ้วแม่เจ้า....เผลอปล่อยตัวไปแค่เเป็บเดียว ทำไมชั้นเหนียงยานได้ขนาดนี้เนี่ย!

เรามาดูกันค่ะว่าเพราะอะไร...  สภาพผิวของคนเราก็มีอายุขัยของมันเองเหมือนกันนะคะ ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละค่ะว่า โดยปกติผิวหนังของเราจะผลัดทุกๆ 2-4 สัปดาห์   แต่โชคร้ายก็คือ เมื่อเราอายุเริ่มมากขึ้นๆ (เเหม ไม่ชอบเลย) ขบวนการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วก็จะค่อยๆ ช้าลงสวนทางกับอายุค่ะ  และเมื่ออายุปาเข้าไปถึงวัยกลางคนก็จะช้าเข้าไปอีก 10 วัน (โดยประมาณนะคะ)  ดังนั้นผิวที่ค่อยๆ ตายลงจะอยู่บนผิวหน้าหรือผิวกายเราได้นานขึ้นหรือตลอดกาล  และเมื่อเป็นแบบนั้น เวลาที่เรามองจากภายนอกจะเห็นเป็นสภาพผิวที่โทรม ไม่เปล่งปลั่งสดใส แห้งกร้าน เต็มไปด้วยจุดด่างดำ ไม่มีน้ำมีนวล และก็มีสิวอุดตันรูขุมขนซึ่งช่างไม่่น่าดูเอาซะเลยใช่มั้ยละค่ะ

ดังนั้นวิีธีที่เราจะช่วยเร่งให้ผิวของเราขจัดเอาเจ้าขี้ไคลออกไปก็คือ การใช้ AHA เนี่ยแหละจ้า ซึ่งนอกจากผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกไป มันก็ยังสามารถช่วยลดริ้วรอยได้อีกด้วยนะคะ  แต่ข้อควรระวังของมันก็มีอยู่เช่นกันค่ะ ก็คือ เปอร์เซ็นความเข้มข้นที่ใช้ ครีมส่วนใหญ่ในท้องตลาดจะมี AHA ผสมอยู่ในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองกับผิว ถ้าคุณทาแล้วรู้สึกยิบๆ นั่นคืออาการปกตินะคะ แต่ถ้าทาแล้วเกิดเป็นผื่นแดงหรือแสบร้อนบริเวณที่ทาแสดงว่าแพ้ค่ะ วิธีแก้คือให้ีรีบไปล้างด้วยน้ำสะอาดมากๆ แล้วงดการใช้ผลิตภัณฑ์อื่นร่วมด้วยเพื่อให้ผิวลดการระคายเคืองลงก่อน และหลังจากที่ผิวหายเป็นปกติดีแล้วก็ควรลดปริมาณความเข้มข้นของเจ้าอะฮ่าลง ค่ะ หรือจะเปลี่ยนเป็นทาแบบวันเว้นวันแทนก็ได้นะคะ

แล้วจะสังเกตตรงไหนว่าครีมที่คุณเลือกมานั้นมีเจ้านี่อยู่ด้วยหรือป่าว สังเกตง่ายๆ ค่ะ ให้ดูสกุลของสารในฉลากด้านหลังจ้า ถ้าลงท้ายด้วย Acid ก็ให้สันนิฐานได้เลยว่าใช่ ยกตัวอย่างสารที่สามารถพบเห็นในฉลากครีมได้บ่อยๆ เช่น Lactic Acid ก็เป็น AHA ที่จะสกัดได้จากนมค่ะ ตัวต่อมา glycolic acid เป็นกรดผลไม้ที่สกัดได้จากอ้อยค่ะ เป็นต้น (ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้านี่ก็ยังสามารถสกัดได้จากผลไ้ม้หรือพืชต่างๆ อีกมากมายเช่นกันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น  Berry extract ที่สกัดได้จากผลไม้สกูลเบอร์รี่ หรือ Kiwi extract ที่สกัดได้จากผลกีวี่ เป็นต้น)

 

ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA 1 2 3 4


GHK copper peptide คุณสาวๆ อาจจะพอคุ้นหูกับคำว่่า "เป็ปไทด์" กันมาพอสมควรแล้วนะคะ มันก็คือนามสกุลของเจ้ากรดอะมิโปรตีนนั่นเอง ที่เด่นๆ และได้ยินบ่อยๆ ตอนนี้ก็เห็นจะมี ซอยเป็ปไทด์ อะมิโนเป็ปไทด์ แล้วก็ค็อปเปอร์เป็ปไทด์เนี่ยแหละค่ะ  วันนี้จะขอเล่าเกี่ยวกับค็อปเปอร์เป็ปไทด์ก่อนนะคะ เจ้านี่เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายและเป็นอาหารผิวที่มีสรรพคุณที่เด่น มาก ตัวนึงในกลุ่ม 7 ประจัญบานพิทักษ์ผิว

หน้าที่หลักของค็อปเปอร์เป็ปไทด์นี้คือ ลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และเป็นตัวเชื่อมระหว่างเซลล์ต่างๆ และกระตุ้นในเกิดปฏิกิริยาสันดาบกันได้ดีขึ้นค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้คือ มีการสร้างเซลล์ใหม่และค่อยๆ กำจัดทำลายเซลล์เก่าที่เสียใช้การไม่ได้แล้วออกไป  เป็ปไทด์ชนิดนี้ช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างเนื้อเยื้อใหม่อยู่ตลอดเวลาและ สามารถทำให้ผิวหนังชั้นในกลับมาผลิตคลอลาเจนและอีลาสตินอีกครั้ง  อีกทั้งยังช่วยลดอาการอักเสบและสมานให้แผลหายเร็วขึ้นอีกด้วย  ประโยชน์จากการที่เนื้อเยื้อผิวหนังมีการสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลาคือ ผิวพรรณขาวใสและลดอาการของสิวค่ะ

จากผลการวิจัยที่พริมได้ติดต่อเก็บข้อมูลมา เจ้าค็อปเปอร์เป็ปไทด์นี้เป็นสารที่อ่อนโอนต่อผิวหนัง จึงสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว และประสิทธิภาพของมันก็เหนือชั้นกว่าวิตามินซีอยู่มากโขเลยทีเดียว...  ถ้าสาวๆ คนไหนกลายให้ผิวเต่งตึงอยู่กับคุณไปนานๆ ก็ลองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของค็อปเปอร์เป็ปไทด์มาทาดูนะคะ....(แล้วจะรู้ว่าดียังไงค่ะ)

(ภาพตัวอย่างของกระบวนการทำของค็อปเปอร์เป็ปไทด์ค่ะ)

คุณสาวๆ ทราบกันหรือไม่ค่ะว่า นอกจากแสงแดดจะทำลายคลอลาเจนของเราแล้ว แสงแดดยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผิวของเราเกิดริ้วรอยได้ถึง 95% เชียวค่ะ ร้ายกาจ มั้ยล่ะจ๊ะ  ซึ่งนั่นก็หมายความว่าถ้าคุณไม่ทาครีมกันแดดก่อนออกไปทำธุระข้างนอก คุณก็จะได้ทั้งความหมองคล้ำ (รวมถึงกระหรือฝ้า) ริ้วรอย และคลอลาเจนที่ลดลงเรื่อยๆ เป็นของขวัญจากแสงแดดค่ะ!

 

 

 

Epidermal Growth Factor (EGF) เป็นฮีโร่ตัวสุดท้ายที่พริมจะขอกล่าวถึงในขบวนการ 7 ประจัญบานค่ะ


Epidermal Growth Factor (EGF) เป็นการผสมผสามระหว่าง Cell Technology กับ Nano Peptide Technology ค่ะ ชื่อเต็มของมันก็คือ Human Epidermal Growth Factor (h-EGF) EGF-peptide complex กลไกลการ ทำงานของมันคือ กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และกระตุ้นการสร้างคลอลาเจนในผิวหนังชั้นใน  นอกจากนี้ยังสามารถช่วยในการลดการอักเสบผิว สมานรอยแผลจึงส่งผลให้เซลล์ผิวใหม่่แข็งแรงขึ้น มีการผลัดผิวเก่าที่ตายแล้วออกอย่างสม่ำเสมอ  ช่วยลดการสร้างเม็ดสีผิวหรือเมลานีนจึงทำให้กระและฝ้าลดลงอีกด้วยค่ะ


และเนื่องจากเจ้า h-EGF นี้มีลักษณะโครงสร้างที่เป็นกรดอะมิโนที่เรียงลำดับเหมือนกับเซลล์ในร่างกายของมนุษย์เรา   ผลการวิจัยจากสถาบันที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาได้ทำการวิเคราะห์เจ้า h-EGF และมันให้ี้่เป็นสารที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงเนื่อเยื้อเพื่อกระตุ้นการเจริญ เติบโตของเซลล์ผิวหนังให้เกิดใหม่ขึ้นอีกครั้ง    ดังนั้นผลรับที่ได้คือ แต่น แตน แต๊น.......!
ผิวใหม่ไฉไลกว่ายังไงละคะ.......(เซลล์ผิวใหม่ที่ขาวเนียนเรียบ สดใส และกระชับแข็งแรงขึ้น  รอยแผลเป็นหรือริ้วรอยต่างๆ ถูกลบเลือน)



อย่างไรก็ตาม ทั้ง 7 ประจัญบานผู้พิทักษ์ผิวนี้ก็ยังเป็นปัจจัยภายนอกที่ช่วยเสริมเข้าไปเท่านั้น   แต่ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดของการได้เป็นเจ้าของสุขภาพที่ดีหรือมีผิวพรรณสดใส ดูอ่อนกว่าวัยนั้น คือ การดูแลจากภายในสู่ภายนอกนะคะ  ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่  การดื่มน้ำและการพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการหมั่นออกกำลังกาย  และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาออกซิเดนชั่น (สร้างของเสียขึ้นภายในร่างกาย) อาทิเช่น บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล เป็นต้นค่ะ    หากคุณเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยากเป็นเจ้าของ "สุขภาพดี ผิวพรรณสดใส ดูอ่อนกว่าวัย" ก็ต้องมีวินัยให้กับตนเอง อย่าลืมว่า "สุขภาพดีไม่มีวิธีลัดนะคะ!"



: Prim  Sisters & Co.

 



www.Stats.in.th